งานคีย์โน้ต Google I/O 2026 ในปีนี้ยังคงอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยี AI เช่นเคย โดยมีการอัปเดตตั้งแต่โมเดล Gemini 3.5 รุ่นใหม่, ฟีเจอร์ใหม่บน Search และ Gmail ไปจนถึงความคืบหน้าของแว่นตาอัจฉริยะ Project Aura
1. เปิดตัว Gemini 3.5 และปรับโฉมแอปใหม่
Google เริ่มต้นด้วยการเปิดตัว Gemini 3.5 Flash ส่วนรุ่น Gemini 3.5 Pro จะตามมาในเดือนหน้า โดยตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป Gemini 3.5 Flash จะกลายเป็นโมเดลหลักที่เปิดใช้งานบนแอป Gemini และโหมด AI บนระบบ Search

Google เผยว่าโมเดลใหม่นี้ทำงานเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จัดการงานประเภท Agentic Tasks (งานที่ต้องอาศัยการคิดและตัดสินใจแทนผู้ใช้) ได้ดีขึ้น เขียนโค้ดเก่งขึ้น รวมถึงสร้างกราฟิกและ UI บนเว็บได้น่าสนใจกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยที่หนาแน่นขึ้น ช่วยลดโอกาสในการสร้างเนื้อหาที่เป็นอันตราย หรือการตรวจจับผิดพลาด (False Positive)
นอกจากนี้ แอป Gemini ยังปรับดีไซน์ใหม่ภายใต้แนวคิด “Neural Expressive” เพิ่มแอนิเมชัน สีสัน ฟอนต์ใหม่ และระบบสั่นตอบสนอง (Haptic Feedback) เริ่มทยอยเปิดใช้งานแล้วทั้งบนเว็บ, Android และ iOS
2. Gemini Omni: โมเดล AI สายมัลติโมดอลตัวจริง
นอกจากซีรีส์ 3.5 แล้ว Google ยังเปิดตัวโมเดลตระกูลใหม่อย่าง Gemini Omni โดยเริ่มส่ง Omni Flash ลงแอป Gemini, Google Flow และ YouTube Shorts แล้ว ความเจ๋งคือมันสามารถสร้างคลิปวิดีโอจากคำสั่ง (Prompt) ที่ผสมผสานกันได้ ทั้งข้อความ ภาพ วิดีโอ และเสียง (ต่างจากโมเดล Veo ที่รับได้แค่ข้อความอย่างเดียว) และในอนาคต Google ตั้งเป้าให้ Omni สามารถ “สร้างอะไรก็ได้ จากอินพุตอะไรก็ได้”
3. Gemini Spark: AI ผู้ช่วยส่วนตัวที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง
นี่คือ AI Agent ที่พร้อมสแตนด์บายทำงานเบื้องหลังให้คุณตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการร่างอีเมล, ทำสรุปคู่มือเตรียมสอบ หรือช่วยส่องค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตที่ซ่อนอยู่ ตัวระบบขับเคลื่อนด้วย Gemini 3.5 Flash ทำงานผ่าน Virtual Machine บน Google Cloud ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถเชื่อมต่อกับแอป Google Workspace (Docs, Gmail, Sheets, Slides) รวมถึงแอปภายนอกอย่าง Canva และ Instacart ได้ด้วย
4. เขียนโค้ดแอป Android บน Google AI Studio ด้วยคำสั่งง่ายๆ
Google เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถทำ “Vibe-Code” (การสั่งงาน AI ให้เขียนโค้ดแทน) เพื่อสร้างแอปพลิเคชัน Android แท้ๆ (Native App) ได้เลย และยังสามารถกดส่งขึ้น Play Store ได้โดยตรงจาก AI Studio ภายในระบบจะมี Emulator สำหรับรันแอปให้ดูและแก้ไขได้ทันที หรือจะเสียบสายมือถือเพื่อติดตั้งแอปทดสอบเลยก็ทำได้ นอกจากนี้ Google ยังแง้มว่า “ในเร็วๆ นี้” จะเปิดให้แชร์แอปที่สร้างขึ้นใช้กันเฉพาะในกลุ่มเพื่อนและครอบครัวได้ โดยไม่ต้องเปิดเป็นสาธารณะ
5. อัปเดตแว่นตาอัจฉริยะ Project Aura
Google โชว์ตัวแว่นตาอัจฉริยะ Project Aura รุ่นอัปเดตที่พัฒนาร่วมกับ Xreal โดยมีการปรับดีไซน์กล่องประมวลผลแยก (Compute Puck) ใหม่ เพิ่มเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ และมาพร้อมสายคล้องคอ ส่วนฝั่งซอฟต์แวร์ XR ก็มีการเพิ่ม Widget สำหรับแว่นตา, ดึง Gemini มาเชื่อมกับ Google Calendar และ Google Keep รวมถึงปรับปรุงประสิทธิภาพของ Gemini ให้ดียิ่งขึ้น
6. แว่นตา Android XR รุ่นใหม่จาก Warby Parker และ Gentle Monster
นอกจาก Project Aura แล้ว ช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้จะมีการเปิดตัวแว่นตาอัจฉริยะ Android XR อีกสองรุ่นจากแบรนด์แฟชั่นชื่อดังอย่าง Warby Parker และ Gentle Monster โดยแว่นรุ่นนี้จะเป็นแบบเน้นระบบเสียงอย่างเดียว (ไม่มีจอแสดงผล) คล้ายกับ Ray-Ban Meta รองรับฟีเจอร์แปลภาษาแบบเรียลไทม์, ระบบนำทางด้วย Gemini และฟีเจอร์สรุปการแจ้งเตือน

7. Universal Cart: ตะกร้าสินค้าอัจฉริยะ จ่ายเงินที่เดียวจบ
Google เปิดตัว “Universal Cart” ตะกร้ารวมสินค้าที่ผู้ใช้สามารถกดเพิ่มสินค้าได้จากทั้ง YouTube, Search, Gemini และ Gmail โดยระบบนี้จะเชื่อมโยงกับร้านค้าและบริการต่างๆ (เช่น Nike, Target, Walmart, Shopify) ทำให้เราสามารถกดซื้อรองเท้าจาก Nike และของใช้จาก Target พร้อมกันแล้วจ่ายเงินทีเดียวได้เลย

นอกจากนี้ AI ยังช่วยตรวจสอบความถูกต้องให้ เช่น เตือนว่าชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ที่กดมานั้นเข้ากันไม่ได้ หรือคำนวณแต้มสะสมและส่วนลดจากบัตรใน Google Wallet ให้เสร็จสรรพ
8. Gmail Live: ค้นหาอีเมลด้วยเสียงเหมือนคุยกับคน
Google อัปเกรดช่องค้นหาใน Gmail โดยเพิ่มไอคอนให้ผู้ใช้สามารถ “พูดคุย” สอบถามข้อมูลกับ Gemini Live ได้โดยตรง แทนที่จะต้องมานั่งไล่อ่านอีเมลทีละฉบับ AI จะไปดึงข้อมูลเฉพาะส่วนที่เราต้องการมาตอบให้ทันที เช่น ขอรหัสยืนยันการจองโรงแรม เป็นต้น
9. “Pics” แอปแต่งภาพอัจฉริยะใน Workspace
แอปพลิเคชันน้องใหม่ใน Google Workspace ที่ขับเคลื่อนด้วย Nano Banana 2 และ Gemini ช่วยให้การแก้ไขภาพด้วย AI ทำได้ง่ายขึ้นมาก แทนที่เราจะต้องพิมพ์คำสั่งยาวๆ ใหม่ทั้งหมด ผู้ใช้แค่คลิกเลือกจุดที่ต้องการแก้ไขบนภาพ แล้วพิมพ์คอมเมนต์สั้นๆ บอกสิ่งที่ต้องการเปลี่ยนได้เลย
10. ปฏิวัติหน้าต่างค้นหา (Search) สู่ยุคใหม่
Google ปรับโฉมกล่องค้นหาใหม่ ขยายพื้นที่ให้พิมพ์คำสั่งได้ยาวขึ้น และสามารถใส่อินพุตได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นข้อความ, รูปภาพ, ไฟล์, วิดีโอ หรือแม้กระทั่งแท็บใน Chrome นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ “Information Agents” ที่ช่วยสรุปข้อมูลเชิงลึกจากบล็อก ข่าว หรือโซเชียลมีเดียมาให้เสร็จสรรพ และฟีเจอร์ “Generative UI” ที่สามารถเนรมิตภาพจำลอง กราฟ หรือแม้กระทั่ง “Mini Apps” ชั่วคราวขึ้นมาให้เราใช้งานบนหน้า Search ได้ทันที
11. ลดราคาแพ็กเกจ AI Ultra
หลังจากเปิดตัวแพ็กเกจพรีเมียม AI Ultra ไปเมื่อปีก่อนด้วยราคาสูงลิ่ว ตอนนี้ Google ตัดสินใจปรับราคาใหม่ลงมาสู้กับ OpenAI โดยเริ่มต้นที่ 100 ดอลลาร์ต่อเดือน และตัวเลือก 200 ดอลลาร์ต่อเดือนที่จะได้สิทธิ์เข้าใช้งาน Project Genie ด้วย
12. ขยายระบบตรวจจับภาพ AI (SynthID) ให้เข้าถึงง่ายขึ้น
เพื่อช่วยรับมือกับปัญหาภาพปลอม Google ได้นำเครื่องมือตรวจจับ AI ไปใส่ไว้ใน Chrome และระบบ Search ทำให้ผู้ใช้สามารถอัปโหลดหรือเลือกภาพบนเว็บ (ผ่าน Google Lens หรือ Circle to Search) เพื่อตรวจสอบเบื้องหลังได้ทันทีว่าภาพนี้ถูกสร้างหรือดัดแปลงด้วย AI หรือไม่ ผ่านเทคโนโลยีลายน้ำ SynthID และ C2PA Content Credentials

13. ทดลองใช้ AI Agent เสมือนจริงบน Google Beam
Google ได้ทดลองนำ AI Agent ชื่อ “Sophie” มาใช้งานร่วมกับ Google Beam (ชื่อเดิมคือ Project Starline) ซึ่งเป็นระบบวิดีโอคอลล้ำสมัย โดย Sophie จะเป็นคู่สนทนา AI ที่ดูมีชีวิตชีวา สามารถตอบคำถาม, อ่านเอกสารที่เราชูให้กล้องดู หรือช่วยแนะนำร้านอาหารได้อย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ Google ยังโชว์ฟีเจอร์การโทรแบบกลุ่มบน Beam ที่รองรับการทำงานร่วมกับ Google Meet และ Zoom อีกด้วย





