โตเกียว, ญี่ปุ่น — วันที่ 19 พฤศจิกายน 2025 — ศาลเขตโตเกียวพิพากษาให้ Cloudflare บริษัทโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตสัญชาติสหรัฐฯ จ่ายค่าเสียหาย 500 ล้านเยน (ประมาณ 3.2-3.3 ล้านดอลลาร์) ให้กับ 4 สำนักพิมพ์มังงะใหญ่ของญี่ปุ่น ได้แก่ Kodansha, Shueisha, Shogakukan และ Kadokawa หลังถูกฟ้องว่ามีส่วนช่วยให้เว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์มังงะแพร่กระจายต่อเนื่อง
เบื้องหลังคดีฟ้องร้อง
- คดีเริ่มมาตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2022 เมื่อสำนักพิมพ์ทั้งสี่ยื่นฟ้อง Cloudflare ต่อศาลเขตโตเกียวเพื่อขอให้ระงับการให้บริการกับ “เว็บไซต์มังงะเถื่อน” และเรียกร้องค่าเสียหาย
- โจทก์อ้างว่ามีเว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์ 2 แห่ง ที่ใช้บริการ CDN (Content Delivery Network) ของ Cloudflare เพื่อกระจายมังงะกว่า 4,000 เรื่อง โดยเว็บไซต์เหล่านั้นถูกเข้าใช้งานมากถึง 300 ล้านครั้งต่อเดือนตามคำกล่าวของสำนักพิมพ์
- สำนักพิมพ์ระบุว่าแจ้งไปยัง Cloudflare หลายครั้งแล้วให้ยุติการให้บริการแก่เว็บมังงะเถื่อน แต่ Cloudflare กลับไม่ดำเนินการปิดการให้บริการหรือระงับการให้ “แคช” (cache) ข้อมูลของเว็บไซต์เหล่านั้น
- ศาลชี้ว่า Cloudflare ไม่ได้ตรวจสอบตัวตนของผู้ดูแลเว็บไซต์เถื่อนอย่างเข้มงวด (“strongly anonymized conditions”) ทำให้ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์สามารถดำเนินเว็บไซต์ได้โดยไม่ถูกติดตาม
- นอกจากนี้ แม้ Cloudflare จะได้รับ “คำสั่งเปิดเผยข้อมูล” จากศาลสหรัฐ (disclosure order) แต่ก็ยังคงให้บริการต่อเว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์ ทำให้ศาลมองว่ามีความรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่เผยแพร่ผ่านโครงข่ายของตน
นัยสำคัญกับการฟ้องร้องในครั้งนี้
นี่เป็น คำตัดสินครั้งแรกของศาลญี่ปุ่นที่รับรองว่าผู้ให้บริการ CDN มีความรับผิดชอบทางกฎหมายต่อเนื้อหาผิดลิขสิทธิ์ที่เผยแพร่ผ่านเครือข่ายของตน
สำนักพิมพ์กล่าวในแถลงการณ์ร่วมว่า แม้ CDN จะมีประโยชน์อย่างมากในการกระจายเนื้อหาถูกกฎหมาย แต่เมื่อถูกใช้งานโดยเว็บไซต์เถื่อนแล้ว จะสามารถแพร่กระจายมังงะอย่างรวดเร็วและในวงกว้างด้วยต้นทุนต่ำ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในยุคดิจิทัล
ฝั่ง Cloudflare ระบุว่าจะ ยื่นอุทธรณ์คำตัดสินนี้ โดยแสดงความกังวลว่าการตัดสินครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตทั่วไป แต่ทางสำนักพิมพ์มองว่าคดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่จะส่งสัญญาณให้ผู้ให้บริการโครงข่ายต้องรับผิดชอบมากขึ้นเมื่อบริการของตนถูกนำไปใช้อย่างผิดกฎหมาย
สำนักพิมพ์ทั้งสี่ระบุว่าจะยังคงเดินหน้าปกป้องลิขสิทธิ์ของผู้สร้างมังงะ และย้ำว่าเทคโนโลยี CDN ควรใช้เพื่อจ่ายเนื้อหาถูกกฎหมายให้ผู้ใช้อย่างเสถียรและเร็ว — ไม่ควรเปิดช่องให้เนื้อหาเถื่อนแพร่กระจายโดยไม่ควบคุม
บทวิเคราะห์
การตัดสินครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่ “การชนะคดีของสำนักพิมพ์”เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึง ความเปลี่ยนแปลงแนวคิดทางกฎหมายเกี่ยวกับบทบาทของผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ต (อย่าง CDN) ว่าไม่สามารถทำตัวเป็นเพียงท่อเชื่อมข้อมูลได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ถูกส่งผ่าน
หากคำตัดสินนี้กลายเป็นมาตรฐาน (precedent) อาจทำให้ผู้ให้บริการ CDN รายอื่น ๆ ต้องระมัดระวังมากขึ้น — อาจต้องเสริมกระบวนการตรวจสอบตัวตนของลูกค้า ปรับนโยบายรับแจ้ง “ละเมิดลิขสิทธิ์”ให้เข้มงวดขึ้น หรือแม้กระทั่งปิดบัญชีผู้ใช้ที่มีประวัติให้บริการแก่ “เว็บเถื่อน”บ่อยครั้ง








